ผมหายไปนานประมาณ1เดือน ต้องขอโทษด้วยนะครับ
วันนี้กลับมาผมก็หมดมุขสำหรับพื้นฐานต่างๆของหุ้นซะละ
เนื่องจากช่วง1เดือนที่ผ่านมาไม่ได้ทำการบ้านเท่าไหร่เลย
วันนี้เลยจะมาขออธิบายความหมายของตัวย่อ PE PBV EPS
ที่เรามักจะเห็นกันในบทวิเคราะห์ หรือข่าวต่างๆกัน ว่ามีความหมายยังไงนะครับ
เรามาเริ่มทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ
สำหรับบริษัทต่างๆนั้น สิ่งสำคัญมากๆสิ่งหนึ่งนั่นคือกำไรสุทธิ ซึ่งใช้คำภาษาอังกฤษว่า Earning (E)
มีวิธีดูง่ายๆโดยเข้าไปที่้เว็บ set.or.th หรือ settrade.com แล้วพิมพ์ชื่อหุ้นที่เราต้องการจะดูลงไป
หรือจะติดตามจากข่าวหรือเว็บของบริษัทนั้นๆโดยตรงก็ได้ครับ
เรามาเข้าเรื่องกันเลย
PE และ PBV นั้นเป็น ratio หรืออัตราส่วนในการเปรียบเทียบ อธิบายได้ดังนี้ครับ
PE
PE คือ P/E หรือคือ Price / Earning ซึ่งแปลได้ว่า ราคาหุ้นขณะนั้นๆ(P) หารกับกำไรใน1ปี(E)
( ซึ่งก็แล้วแต่นะครับ เราอาจคิดว่า1ปีนี้คือรอบ4ไตรมาสที่ผ่านมา หรือคาดเดาล่วงหน้าไป4ไตรมาสก็ได้
สำหรับคนที่งงๆ เอาเป็นว่า set.or.th กับ settrade.com เค้านำกำไรช่วง1ปีที่ผ่านมาใช้คำนวณนะครับ )
PE ภาษาไทยจะเรียกว่า ราคาปิดต่อกำไรสุทธิ ปกติก็จะเรียกทับศัพท์กันไปเลยน่ะครับว่าคือ PE
ความหมายก็คือ ค่า PE จะบอกเราว่า เราต้องถือหุ้นนี้กี่ปีจึงจะคืนทุน (กรณีค่า E คงที่ไปเรื่อยๆ)
นั่นแปลว่ายิ่งต่ำก็ยิ่งดี เช่น หุ้นราคา 15บาท มีกำไรต่อปี 3บาทต่อหุ้น
เมื่อเราจับมาหารกันก็จะได้ 15/3 ซึ่งคือ P/E = 5 นั่นเอง
คิดง่ายๆว่า เราซื้อของมา 15บาท แต่ละปีของนี้จะให้เงินกับเราปีละ 3บาท ก็ต้องใช้เวลา 5ปี เราจึงจะคืนทุนครับ
เล่าซะยาวเลย สรุปง่ายๆโดยปกติแล้ว หากหุ้นนั้นๆอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ปัจจัยเหมือนๆกัน หุ้นที่มีค่า PE ต่ำกว่า แปลว่าจะถูกกว่านั่นเองครับ
ค่า E ในที่นี้ที่เราพูดถึงจริงๆแล้วมันก็คือเจ้า EPS หรือ Earning per share ครับ
หรือแปลว่า กำไรต่อหุ้นนั่นเอง
อธิบายหน่อยว่า Earning นั้น ปกติจะใช้แทนกำไรสุทธิของทั้งบริษัท
เช่น บริษัท TATAE ปีนี้กำไรสุทธิ 10ล้าน ก็คือ Earning = 10ล้าน
แต่บริษัท TATAE มีการจัดสรรหุ้นออกมาทั้งหมด 5ล้านหุ้น
ถ้าเราอยากรู้ว่า เอ๊ะ แต่ละหุ้นมีกำไรเท่าไหร่ เราก็เอา 10ล้าน/5ล้าน
แปลว่า EPS ของหุ้น TATAE มีค่า 2บาทครับ
EPS ค่านี้ก็เป็นตัวบอกกำไรตรงๆเลยครับ ยิ่งมากยิ่งดี
PBV
PBVคือ P/BV หรือคือ Price / Book value
Book value มันคือส่วนของผู้ถือหุ้นนั่นเอง
จาก สมการทางบัญชีที่ว่า สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของ ผถห.
จะได้ ส่วนของ ผถห. = สินทรัพย์ - หนี้สิน ก็คือสินทรัพย์ทั้งหลายลบหนี้สินออกไป (BV)
หรือจะเรียกว่า มูลค่าตามบัญชีก็ได้ครับ
[ BV นั้นก็กรณีเดียวกับ E คือจะใช้หน่วยเป็นต่อ 1หุ้นเหมือนกันนะครับ = Equity/Number of Shares ]
ปกติแล้วค่า P/BV นั้น ยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะนั่นแปลว่า เราซื้อหุ้นได้ถูกกว่ามูลค่าของมัน
ตัวเลขที่ใช้เป็นฐานนั้น ปกติจะใช้ 1เท่า ดังนั้นถ้าเราซื้อหุ้นที่มีค่า PBV ต่ำกว่า1ได้ ก็แสดงว่าเราซื้อหุ้นได้ถูกกว่ามูลค่าของมันครับ (ซึ่งก็หาไม่ง่ายนะ)
แถมทริคกันหน่อยว่า อย่าพึ่งดีใจเกินไปหากพบ หุ้น PE ต่ำ PBV ต่ำ
เป็นไปได้ว่า EPS นั้น พึ่งจะมาดีเอาในปีนี้ อาจมาจากกำไรพิเศษ เช่นการขายที่ดิน
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักเลย แบบนี้แปลว่า ปีอื่นๆก็จะไม่ได้กำไรสูงแบบนี้นะครับ
ส่วน BV นั้น อาจถูกกฎทางบัญชี ลงเอาไว้ว่า ให้ลงฒุลค่าไว้ตามราคาทุน
เช่น ที่ดินซื้อมา 10ล้านบาท มูลค่าทางบัญชีก็คือ 10ล้าน แต่เอาเข้าจริง
ผ่านไป3ปี ที่ดินผืนนั้นน้ำท่วมทุกปี ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ราคาซื้อขายจริงๆ
อาจเหลือแค่ 7ล้าน แต่ BV เราจะยังไม่ลดไปเป็น 7ล้านนะครับ ตอนเราดูมันอาจจะยังค้างอยู่ที่ 10ล้าน
ตรงนี้ก็ต้องไปนั่งพิจารณากันดีๆครับ
จริงๆแล้วยังมีปัจจัยอีกหลายๆอย่าง เพื่อนๆอย่าพึ่งดูแค่ PE PBV อย่างเดียว
เพราะเราอาจโดน ratio พวกนี้หลอกเอาได้ ต้องดูปัจจัยอื่นๆประกอบไปด้วยครับ
เช่น กำไรมาจากการขายของธุรกิจหลักหรือไม่ ผบห.มีคุณธรรมมั้ย
ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่
สินทรัพย์ในบริษัทนั้นมีค่าจริงๆรึเปล่า ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมั้ย จากอะไร
บริษัทกำลังเสียส่วนแบ่งทางการตลาดหรือไม่
และอื่นๆครับ
หวังว่าจะพอเป็นแนวทางสำหรับเพื่อนๆมือใหม่ได้นะครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556
เมื่อพื้นฐานเปลี่ยน ยังไงก็ต้องขาย ((HTECH))
สวัสดีครับ
ห่างหายไปซะนานเลย
วันนี้กลับมาเคาะคีบอร์ดอีกครั้ง
ก็เหมือนเคยครับ กำไรไม่เล่า บันทึกเรื่องขาดทุนเป็นหลัก
(จริงๆ กำไรไม่ค่อยจะมี แฮะๆ T____T)
วันนี้เป็นวันที่ผมตัด หุ้นHTECH ทิ้ง เพราะเหตุผลทางด้านการเงินและธุรกิจ
(วันนี้งบออกวันแรกครับ รีบอ่านเสร็จก็ตัดสินใจทยอยขายเลย)
ก่อนอื่นเรามาดูกันครับ เมื่อครั้งที่ผมบันทึกไว้ว่าทำไมถึงเข้าลงทุนใน HTECH
จาก Annual report 2011 และการวิเคราะห์ของผมเอง
ผลิต รับจ้างผลิต และจำหน่ายเครื่องมือตัด (Cutting Tools) ที่ทำมาจากเพชรสังเคราะห์
รองรับงานด้านอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Hard Disk Drive และอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
ธุรกิจผลิตเครืื่องมือ ธุรกิจผลิตชิิ้นส่วนโลหะ ธุรกิจจัดจำหน่ายเครืื่องมือตัดโลหะ
มีสาขาที่สิงคโปร์
- อุตสาหกรรมผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมีการแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีที่สูง
- ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำทั่วโลก
- ได้รับการส่งเสริมโดยสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ยกเว้นอาการขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล BOI 8ปี เริ่มปี 51 เว้นภาษีนำเข้าถึง กย.57
- ผู้บริหารประมาณว่าในปี 2554 บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ร้อยละ 40 ของปริมาณ
การใช้เครื่องมือตัดประเภท PCD ในประเทศไทย
- บริษัทมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง โดยลูกค้าหลักของบริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ผลิตที่มีมาตรฐานสินค้าคุณภาพสูง
- การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและความนิยมที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาของ Flash memory ลดลง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟและทำให้บริษัทได้รับความเสี่ยงจากการพึ่งพิงอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียว
- สัดส่วนยอดขาย HD มี 72% ในปี 54 , 79% ปี53 พยายามลดอยุ่ ไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่นชิ้นส่วนบายยนต์
- Q2/55 กับ Q1/55 กำไรQละ 40m แต่ Q3/55 กำไร 25.9m ไม่รุ้ทำไม แต่ครึ่งปีของปี55 ก้กำไรเกิน54ทั้งปีแล้ว
- แต่ปี55 จน.หุ้นเพิ่มเปน 256.2m แต่54 จะอยุ่แค่ 240m
- ปี 54 EPS 0.36 ตอนนี้ Q3/55 EPS 0.38
กำไรขั้นต้น 40 กำไรสุทธิ 20% จากยอดขาย ดีมาก
ROE ROA ดี 20 กับ 15%
D/E ประมาณ 0.45 เท่า
ถ้าจำไม่ผิดท้ายปี55 หรือต้น56 ผมฟัง ผบห. บอกว่าจะพยายามรักษาอัพตรากำไรสุทธิไว้ที่ 20% ครับ
โอเคครับ ทราบเหตุผลที่ซื้อกันไปแล้ว
ทีนี้มาถึเหตุที่ตัดสินใจขายHTECH นะครับ
HTECH มีรายได้เท่าๆเดิม yoy แต่มี คชจ. มากขึ้นจาก 95 เป็น 121m
มีกำไรก่อนภาษีและดอกเบี้ยจ่ายหรือ EBIT ที่ 16m จาก 41m แค่นี้ก็เริ่มแย่แล้วครับ
แต่ว่าภาษียังเสียมากขึ้นด้วย ซึ่งผมยอมรับว่าไม่รู้จริงๆว่าทำไม
รวมแล้วกำไร15m จาก 40m YoY ครับ
EPS ปี56 เทียบปี55 คือ 0.0471 กับ 0.1519 ครับ
เมื่อคิดอัตรากำไรสุทธิก็จะได้ราวๆ 11% ครับ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ ผบห. พูดไว้
นี่คือจุดเปลี่ยนทางด้านการเงินสำหรับผมนะครับ
[จาก ชี้แจงผลการดาเนินงาน]
"เนื่องจากในไตรมาสที่ 1-2/2555 บริษัทมียอดขายสูงผิดปกติจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้าท่วมช่วงปลายปี 2554 แต่ในช่วงปลายปี 2555 ที่ความต้องการของลูกค้าในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เริ่มลดลงจากการหดตัวของอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง"
และตรงนี้ผมถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างมากของธุรกิจนะครับ
เพราะว่ากลุ่มฮาร์ดดิส(HD) ตอนนี้ไม่ดีอย่างเดิมแล้ว ทำให้ htech เองต้องไปเน้นที่กลุ่มรถ
และอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น (เช่นซื้อ HS หรือ Halcyon Technology Singapore)
ซึ่งกว่าจะกำไรเท่า HD ซึ่งน่าจะมีสัดส่วนกว่า 70% ของกำไรรวมก็คงจะยากมากกก
และถึงแม้จะทำได้ ก็ยังมีด่าน BOI ซึ่งจะหมดอายุในปี57อีก
ตรงนี้ผมต้องยอมรับความผิดพลาดแล้วครับ
ว่าวิเคราะห์ผิดทาง ตอนซื้อไม้รู้เลยจริงๆว่า HD จะอ่อนแอลงแบบนี้
จริงๆพอจะทราบตั้งแต่ Q1/56 แล้ว ว่า HD ไม่ดีเหมือนก่อน
แต่ยังยื้อจะรอดู Q2 ตอนนี้ตัวเลขก็ออกมาค่อนข้างชัดเจนครับ
ต้องยอมรับและตัดขาดทุนกันไปครับ
* ที่เขียนมาไม่ได้มีเจตนาบอกให้ขายนะครับ
บางทีบริษัทอาจอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงธุรกิจหรืออาจดีขึ้นมากๆในอนาคตด้วยซ้ำ
ทั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำหรับซื้อของบางท่านด้วย
ต้องแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนไปครับ
ห่างหายไปซะนานเลย
วันนี้กลับมาเคาะคีบอร์ดอีกครั้ง
ก็เหมือนเคยครับ กำไรไม่เล่า บันทึกเรื่องขาดทุนเป็นหลัก
(จริงๆ กำไรไม่ค่อยจะมี แฮะๆ T____T)
วันนี้เป็นวันที่ผมตัด หุ้นHTECH ทิ้ง เพราะเหตุผลทางด้านการเงินและธุรกิจ
(วันนี้งบออกวันแรกครับ รีบอ่านเสร็จก็ตัดสินใจทยอยขายเลย)
ก่อนอื่นเรามาดูกันครับ เมื่อครั้งที่ผมบันทึกไว้ว่าทำไมถึงเข้าลงทุนใน HTECH
จาก Annual report 2011 และการวิเคราะห์ของผมเอง
ผลิต รับจ้างผลิต และจำหน่ายเครื่องมือตัด (Cutting Tools) ที่ทำมาจากเพชรสังเคราะห์
รองรับงานด้านอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Hard Disk Drive และอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
ธุรกิจผลิตเครืื่องมือ ธุรกิจผลิตชิิ้นส่วนโลหะ ธุรกิจจัดจำหน่ายเครืื่องมือตัดโลหะ
มีสาขาที่สิงคโปร์
- อุตสาหกรรมผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมีการแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีที่สูง
- ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำทั่วโลก
- ได้รับการส่งเสริมโดยสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ยกเว้นอาการขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล BOI 8ปี เริ่มปี 51 เว้นภาษีนำเข้าถึง กย.57
- ผู้บริหารประมาณว่าในปี 2554 บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ร้อยละ 40 ของปริมาณ
การใช้เครื่องมือตัดประเภท PCD ในประเทศไทย
- บริษัทมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง โดยลูกค้าหลักของบริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ผลิตที่มีมาตรฐานสินค้าคุณภาพสูง
- การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและความนิยมที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาของ Flash memory ลดลง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟและทำให้บริษัทได้รับความเสี่ยงจากการพึ่งพิงอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียว
- สัดส่วนยอดขาย HD มี 72% ในปี 54 , 79% ปี53 พยายามลดอยุ่ ไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่นชิ้นส่วนบายยนต์
- Q2/55 กับ Q1/55 กำไรQละ 40m แต่ Q3/55 กำไร 25.9m ไม่รุ้ทำไม แต่ครึ่งปีของปี55 ก้กำไรเกิน54ทั้งปีแล้ว
- แต่ปี55 จน.หุ้นเพิ่มเปน 256.2m แต่54 จะอยุ่แค่ 240m
- ปี 54 EPS 0.36 ตอนนี้ Q3/55 EPS 0.38
กำไรขั้นต้น 40 กำไรสุทธิ 20% จากยอดขาย ดีมาก
ROE ROA ดี 20 กับ 15%
D/E ประมาณ 0.45 เท่า
ถ้าจำไม่ผิดท้ายปี55 หรือต้น56 ผมฟัง ผบห. บอกว่าจะพยายามรักษาอัพตรากำไรสุทธิไว้ที่ 20% ครับ
โอเคครับ ทราบเหตุผลที่ซื้อกันไปแล้ว
ทีนี้มาถึเหตุที่ตัดสินใจขายHTECH นะครับ
HTECH มีรายได้เท่าๆเดิม yoy แต่มี คชจ. มากขึ้นจาก 95 เป็น 121m
มีกำไรก่อนภาษีและดอกเบี้ยจ่ายหรือ EBIT ที่ 16m จาก 41m แค่นี้ก็เริ่มแย่แล้วครับ
แต่ว่าภาษียังเสียมากขึ้นด้วย ซึ่งผมยอมรับว่าไม่รู้จริงๆว่าทำไม
รวมแล้วกำไร15m จาก 40m YoY ครับ
EPS ปี56 เทียบปี55 คือ 0.0471 กับ 0.1519 ครับ
เมื่อคิดอัตรากำไรสุทธิก็จะได้ราวๆ 11% ครับ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ ผบห. พูดไว้
นี่คือจุดเปลี่ยนทางด้านการเงินสำหรับผมนะครับ
[จาก ชี้แจงผลการดาเนินงาน]
"เนื่องจากในไตรมาสที่ 1-2/2555 บริษัทมียอดขายสูงผิดปกติจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้าท่วมช่วงปลายปี 2554 แต่ในช่วงปลายปี 2555 ที่ความต้องการของลูกค้าในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เริ่มลดลงจากการหดตัวของอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง"
และตรงนี้ผมถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างมากของธุรกิจนะครับ
เพราะว่ากลุ่มฮาร์ดดิส(HD) ตอนนี้ไม่ดีอย่างเดิมแล้ว ทำให้ htech เองต้องไปเน้นที่กลุ่มรถ
และอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น (เช่นซื้อ HS หรือ Halcyon Technology Singapore)
ซึ่งกว่าจะกำไรเท่า HD ซึ่งน่าจะมีสัดส่วนกว่า 70% ของกำไรรวมก็คงจะยากมากกก
และถึงแม้จะทำได้ ก็ยังมีด่าน BOI ซึ่งจะหมดอายุในปี57อีก
ตรงนี้ผมต้องยอมรับความผิดพลาดแล้วครับ
ว่าวิเคราะห์ผิดทาง ตอนซื้อไม้รู้เลยจริงๆว่า HD จะอ่อนแอลงแบบนี้
จริงๆพอจะทราบตั้งแต่ Q1/56 แล้ว ว่า HD ไม่ดีเหมือนก่อน
แต่ยังยื้อจะรอดู Q2 ตอนนี้ตัวเลขก็ออกมาค่อนข้างชัดเจนครับ
ต้องยอมรับและตัดขาดทุนกันไปครับ
* ที่เขียนมาไม่ได้มีเจตนาบอกให้ขายนะครับ
บางทีบริษัทอาจอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงธุรกิจหรืออาจดีขึ้นมากๆในอนาคตด้วยซ้ำ
ทั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำหรับซื้อของบางท่านด้วย
ต้องแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนไปครับ
วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ได้หุ้น VGI จากขนมไหว้พระจันทร์ !!?
โฟสนี้จะมาเล่าให้ฟังครับ ว่าครั้งนึงผมเคยตัดสินใจซื้อหุ้น VGI จากขนมไหว้พระจันทร์
เอ๊ะ !? เกี่ยวกันยังไง โฆษณาบนรถไฟฟ้ากับขนมไหว้พระจันทร์ ???
ขอเกริ่นก่อนนะครับว่าโฟสนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนผมคนนึงในเฟสบุค
ที่เค้าออกมาโฟสว่า ตัดสินใจซื้อหุ้น CPF เพียงเพราะชอบไข่ต้ม
ถามว่า การเลือกหุ้นหรือการแสวงหาหุ้นแบบนี้ใช้ได้มั้ย
ผมตอบให้เลยครับว่า ได้ !! แต่มันมีเงื่อนไขครับ
ไม่ใช่ว่าเห็น cp ต้มไข่ออกมาดี ขายดีก็ซื้อหุ้นซะเลย
ก่อนอื่นเราต้องศึกษางบการเงินจนเข้าใจ กำไรมั้ย กำไรแค่ไหน ยั่งยืนมั้ย
และศึกษาธุรกิจให้เข้าใจ ควรรู้ว่าสินค้าที่เราชอบนั้นคิดเป็นกี่%ของกำไรในแต่ละปี
ไม่ใช่ว่าเห็นไข่ต้มดีจริงๆ แต่มันคิดเป็นรายได้แค่ 0.2% ของรายได้รวม
แบบนี้ต่อให้ไข่ต้มขายดียังไง ก็คงไม่ไหวละครับ
แต่ถ้า เออ ไข่ต้มก็ดี ขายไก่ก็โอเค แต่ตอนนี้ราคาตก (อาจมองเป็นโอกาส) อาหารสัตว์ก็ใช้ได้
งบการเงินสวย ธุรกิจดูแข็งแกร่ง ถ้ามั่นใจแบบนี้ ก็มาพิจารณาราคากันต่อ ว่าโอเคมั้ยครับ
เอาละครับ ทีนี้กลับมาที่ VGI ของเรากันต่อ
จริงๆแล้วผมทำงานเป็น programmer ครับ อยู่ใน digital agency แห่งหนึ่ง
แล้วบังเอิญว่าบริษัทที่ผมอยู่ มีบริษัทแม่ที่แข็งแกร่งจากเมืองนอกครับ
ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีบริษัทลูกอยู่เยอะ และบริษัทลูกแห่งหนึ่งเนี่ย
เค้าเป็นคู่ค้ากับทาง VGI ครับ
ทีนี้ VGI ก็เลยส่งขนมไหว้พระจันทร์มาให้เป็นของขวัญ
ทั้ง office รวมถึงทีมของผมก็พลอยได้รับมาด้วย
ถ้าส่งมาแค่ 2กล่อง 5กล่อง มันก็ไม่เท่าไหร่ครับ
บังเอิญว่าผมดันไปเห็นตอนเค้าขน โอโห เป็นลังๆครับ เอามาเยอะมาก
ผมเดาว่าคงแจกทั้งกรุ๊ปเลย แล้วก็แอบเหลือบไปเห็นตัวอักษรว่า VGI ครับ
ตอนนั้น VGI ยังไม่เข้าตลาดนะครับ แค่ข่าว ipo ตอนนั้นก็ยังแทบไม่มี
ผมก็งง บริษัทอะไร แจกของดีขนาดนี้ (ขนมอร่อยมากครับ มาจากโรงแรม)
แถมยังให้ทีนึงเยอะด้วย กำไรคงจะดีมากๆแน่ๆ
ไม่รอช้าครับ ถามพี่ในทีมเลย ว่า VGI ทำอะไร
พี่ๆเค้าก็ไม่ค่อยรู้ครับ เพราะพวกเราอยู่ฝั่ง production
เค้าบอกว่าน่าจะเกี่ยวกับโฆษณานี่แหละ แต่ไม่รู้ที่ไหน
แต่มีพี่คนนึงบอกว่าคุ้นๆว่าน่าจะเกี่ยวกับ BTS นะ
ผมก็หูผึ่งเลยครับ เพราะผมเดาเอาไปแล้วว่าต้องเป็นโฆษณาบนรถไฟฟ้า
ไม่รอช้าครับ กลับบ้านไปก็หาข้อมูลของ VGI เลย
ก็นั่งอ่านไปอ่านมา อย่างที่ทุกๆท่านทราบครับ
VGI ก็เป็นบริษัทลูกของ BTS ทำธุรกิจโฆษณานั่นแหละ แถมมีข่าวกำลังจะเข้า IPO ซะด้วย
นั่นแหละครับ เป็นเหตุให้ผมไปนั่งหาข้อมูลของ VGI
และตัดสินใจตั้ง ATO ซื้อ VGI ในวันเข้าตลาดครับ
แต่ว่าถือได้ไม่นานมากก็ขายครับ เพราะผมมองว่า PE มันสูงเหลือเกิน
และด้วยความที่ข้อมูลก็ยังไม่ได้แน่น เพราะใช้เวลาศึกษาธุรกิจไม่มาก
ก็เลยกลัวว่าพอคนหมดความคาดหวังแล้ว ราคาก็จะดิ่งลง
สรุปแล้วผมขาย VGI ไปได้กำไรประมาณ 60-80% ครับ
แต่เป็นตัวเงินไม่เยอะหรอก เพราะผมไม่ค่อยมีตัง 555
แต่ถ้ามาดูเฉพาะราคาในวันนี้นะครับ...
ผมบอกได้เลยว่านั่นคือการขายหมูครั้งใหญ่เลยหละครับ T___T
เอ๊ะ !? เกี่ยวกันยังไง โฆษณาบนรถไฟฟ้ากับขนมไหว้พระจันทร์ ???
ขอเกริ่นก่อนนะครับว่าโฟสนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนผมคนนึงในเฟสบุค
ที่เค้าออกมาโฟสว่า ตัดสินใจซื้อหุ้น CPF เพียงเพราะชอบไข่ต้ม
ถามว่า การเลือกหุ้นหรือการแสวงหาหุ้นแบบนี้ใช้ได้มั้ย
ผมตอบให้เลยครับว่า ได้ !! แต่มันมีเงื่อนไขครับ
ไม่ใช่ว่าเห็น cp ต้มไข่ออกมาดี ขายดีก็ซื้อหุ้นซะเลย
ก่อนอื่นเราต้องศึกษางบการเงินจนเข้าใจ กำไรมั้ย กำไรแค่ไหน ยั่งยืนมั้ย
และศึกษาธุรกิจให้เข้าใจ ควรรู้ว่าสินค้าที่เราชอบนั้นคิดเป็นกี่%ของกำไรในแต่ละปี
ไม่ใช่ว่าเห็นไข่ต้มดีจริงๆ แต่มันคิดเป็นรายได้แค่ 0.2% ของรายได้รวม
แบบนี้ต่อให้ไข่ต้มขายดียังไง ก็คงไม่ไหวละครับ
แต่ถ้า เออ ไข่ต้มก็ดี ขายไก่ก็โอเค แต่ตอนนี้ราคาตก (อาจมองเป็นโอกาส) อาหารสัตว์ก็ใช้ได้
งบการเงินสวย ธุรกิจดูแข็งแกร่ง ถ้ามั่นใจแบบนี้ ก็มาพิจารณาราคากันต่อ ว่าโอเคมั้ยครับ
เอาละครับ ทีนี้กลับมาที่ VGI ของเรากันต่อ
จริงๆแล้วผมทำงานเป็น programmer ครับ อยู่ใน digital agency แห่งหนึ่ง
แล้วบังเอิญว่าบริษัทที่ผมอยู่ มีบริษัทแม่ที่แข็งแกร่งจากเมืองนอกครับ
ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีบริษัทลูกอยู่เยอะ และบริษัทลูกแห่งหนึ่งเนี่ย
เค้าเป็นคู่ค้ากับทาง VGI ครับ
ทีนี้ VGI ก็เลยส่งขนมไหว้พระจันทร์มาให้เป็นของขวัญ
ทั้ง office รวมถึงทีมของผมก็พลอยได้รับมาด้วย
ถ้าส่งมาแค่ 2กล่อง 5กล่อง มันก็ไม่เท่าไหร่ครับ
บังเอิญว่าผมดันไปเห็นตอนเค้าขน โอโห เป็นลังๆครับ เอามาเยอะมาก
ผมเดาว่าคงแจกทั้งกรุ๊ปเลย แล้วก็แอบเหลือบไปเห็นตัวอักษรว่า VGI ครับ
ตอนนั้น VGI ยังไม่เข้าตลาดนะครับ แค่ข่าว ipo ตอนนั้นก็ยังแทบไม่มี
ผมก็งง บริษัทอะไร แจกของดีขนาดนี้ (ขนมอร่อยมากครับ มาจากโรงแรม)
แถมยังให้ทีนึงเยอะด้วย กำไรคงจะดีมากๆแน่ๆ
ไม่รอช้าครับ ถามพี่ในทีมเลย ว่า VGI ทำอะไร
พี่ๆเค้าก็ไม่ค่อยรู้ครับ เพราะพวกเราอยู่ฝั่ง production
เค้าบอกว่าน่าจะเกี่ยวกับโฆษณานี่แหละ แต่ไม่รู้ที่ไหน
แต่มีพี่คนนึงบอกว่าคุ้นๆว่าน่าจะเกี่ยวกับ BTS นะ
ผมก็หูผึ่งเลยครับ เพราะผมเดาเอาไปแล้วว่าต้องเป็นโฆษณาบนรถไฟฟ้า
ไม่รอช้าครับ กลับบ้านไปก็หาข้อมูลของ VGI เลย
ก็นั่งอ่านไปอ่านมา อย่างที่ทุกๆท่านทราบครับ
VGI ก็เป็นบริษัทลูกของ BTS ทำธุรกิจโฆษณานั่นแหละ แถมมีข่าวกำลังจะเข้า IPO ซะด้วย
นั่นแหละครับ เป็นเหตุให้ผมไปนั่งหาข้อมูลของ VGI
และตัดสินใจตั้ง ATO ซื้อ VGI ในวันเข้าตลาดครับ
แต่ว่าถือได้ไม่นานมากก็ขายครับ เพราะผมมองว่า PE มันสูงเหลือเกิน
และด้วยความที่ข้อมูลก็ยังไม่ได้แน่น เพราะใช้เวลาศึกษาธุรกิจไม่มาก
ก็เลยกลัวว่าพอคนหมดความคาดหวังแล้ว ราคาก็จะดิ่งลง
สรุปแล้วผมขาย VGI ไปได้กำไรประมาณ 60-80% ครับ
แต่เป็นตัวเงินไม่เยอะหรอก เพราะผมไม่ค่อยมีตัง 555
แต่ถ้ามาดูเฉพาะราคาในวันนี้นะครับ...
ผมบอกได้เลยว่านั่นคือการขายหมูครั้งใหญ่เลยหละครับ T___T
วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ติดตาม BANPU
ติดตาม BANPU หลัง cut loss ไปเมื่อ2เดือนก่อน
จริงๆถ้ามาติดตามตอนนี้ก็ดูจะไม่แฟร์นักนะครับ
เพราะ SET อยู่ในช่วง side way หรือ side way down และตกลงมามากพอสมควร
แต่บังเอิญผมมีเวลาว่างตอนนี้พอดี ก็เลยขอเปรียบเทียบเป็นบันทึกให้ตัวเองดูเสียหน่อย
จากกราฟ day จะเห็นได้ว่าช่วง2เดือนที่ผ่านมาราคาของหุ้น banpu ลดลงอย่างต่อเนื่อง
อาจด้วยเพราะผลจาก set ที่ร่วงลงมาด้วยครับ
แต่หลักๆน่าจะมาจากธุรกิจถ่านหินที่เป็น cycle ที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง
ซึ่งอย่างที่เคยกล่าวไปแล้วในครั้งก่อนว่าการเล่นกับ commodity นั้นเราต้องดูวัฎจักรให้ขาด
ซื้อในช่วงขาลงสุด หรือประเมินแล้วว่าเกือบสุด
จากนั้นรอให้ฟื้นตัว จึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง
ที่สำคัญการคิดค่า PE โดยดูจาก trailing P/E หรือดู EPS 4ไตรมาสย้อนหลังนั้นทำไม่ได้อย่างเด็ดขาดนะครับ เพราะเราจะไปคิดเอาว่า PE ตอนนี้ต่ำ พาลไปคิดว่าถูก แต่จริงๆแล้วหากเป็นช่วงตกต่ำ กำไรในอนาคตไม่สามารถยืนได้แบบในอดีตครับ
( สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักชนิดของ PE เชิญอ่านได้ที่ http://www.iammrmessenger.com/?p=360 เขียนได้ดีและอ่านง่ายมากครับ ^^ )
ถึงตอนนี้ผู้คนคงจะมองภาพว่าบ้านปูนั้นไปได้ยากเต็มทีครับ ก็เลยขายกันออกมากันยกใหญ่
แต่สิ่งนึงที่น่าสนใจคือ บ.นำเงินมาซื้อหุ้นคืนอยู่เป็นระยะๆ และหลายครั้งครับ
จริงๆถ้ามาติดตามตอนนี้ก็ดูจะไม่แฟร์นักนะครับ
เพราะ SET อยู่ในช่วง side way หรือ side way down และตกลงมามากพอสมควร
แต่บังเอิญผมมีเวลาว่างตอนนี้พอดี ก็เลยขอเปรียบเทียบเป็นบันทึกให้ตัวเองดูเสียหน่อย
จากกราฟ day จะเห็นได้ว่าช่วง2เดือนที่ผ่านมาราคาของหุ้น banpu ลดลงอย่างต่อเนื่อง
อาจด้วยเพราะผลจาก set ที่ร่วงลงมาด้วยครับ
แต่หลักๆน่าจะมาจากธุรกิจถ่านหินที่เป็น cycle ที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง
ซึ่งอย่างที่เคยกล่าวไปแล้วในครั้งก่อนว่าการเล่นกับ commodity นั้นเราต้องดูวัฎจักรให้ขาด
ซื้อในช่วงขาลงสุด หรือประเมินแล้วว่าเกือบสุด
จากนั้นรอให้ฟื้นตัว จึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง
ที่สำคัญการคิดค่า PE โดยดูจาก trailing P/E หรือดู EPS 4ไตรมาสย้อนหลังนั้นทำไม่ได้อย่างเด็ดขาดนะครับ เพราะเราจะไปคิดเอาว่า PE ตอนนี้ต่ำ พาลไปคิดว่าถูก แต่จริงๆแล้วหากเป็นช่วงตกต่ำ กำไรในอนาคตไม่สามารถยืนได้แบบในอดีตครับ
( สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักชนิดของ PE เชิญอ่านได้ที่ http://www.iammrmessenger.com/?p=360 เขียนได้ดีและอ่านง่ายมากครับ ^^ )
ถึงตอนนี้ผู้คนคงจะมองภาพว่าบ้านปูนั้นไปได้ยากเต็มทีครับ ก็เลยขายกันออกมากันยกใหญ่
แต่สิ่งนึงที่น่าสนใจคือ บ.นำเงินมาซื้อหุ้นคืนอยู่เป็นระยะๆ และหลายครั้งครับ
ตรงนี้ใครจะมองว่าเป็นการพยุงราคาหุ้น หรือเป็นโอกาสที่ ผบห. มองเห็นก็แล้วแต่มุมมองนะครับ
แต่ถ้าถามผม ตอนนี้ผมยังคงมองว่าบ้านปูเป็นบริษัทที่ดีครับ แต่ในเมื่อภาพใหญ่ถ่านหินมันไม่ไป
บ้านปูเองคงจะทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากงัดแผนการสร้างรายได้ทางอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้า
ออกมาเข็นบริษัทให้มีรายได้ และรอจนกว่า cycle ของถ่านหินซึ่งเป็นธุรกิจหลักจะกลับบคืนมา
เมื่อนั้นแหละครับ ใครประเมินได้ และเข้าได้ถูกจังหวะ คนนั้นจะได้กินคำโตที่สุดในเวลาน้อยที่สุดครับ
วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
PRANDA ลงเละ รู้เหตุ แต่กล้าถัวมั้ย ?
เมื่อซัก 3-4 อาทิตย์ก่อน ผมซื้อหุ้น PRANDA มาครับ
แต่ผมไม่ได้ดูแค่บทสรุปของ EPS นะฮะ
เราไปต่อกันที่รายละเอียดกันซักหน่อย
ผมอ่านได้ความว่า
ยอดขายยังโอเค ปีนี้ เพิ่มจาก 966 เป็น 971
แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มมา 160m เป็นต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 100 และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 60
ซึ่งตรงนี้แหละครับ ที่ข่าวเค้าเอาไปเล่น ทุกข่าวพูดถึงการแข็งค่าของเงินบาทอย่างหนัก
ซึ่งทำให้เกิดการขาดทุนตรงนี้ จากปีก่อนกำไร 11 ปีนี้ขาดทุนถึง 62
ถ้าคิดแบบไปกลับเลยคือเงินหายไปถึง 73m นะครับ
แต่ผมไม่สนใจเท่าไหร่ เพราะตรงนี้มันเป็นเงินที่ยังไม่ได้ขาดทุนจริงๆนะครับ
เป็นการเอาตัวเลขของบริษัทในต่างประเทศมาแปลงเป็นเงินไทย ณ ตอนนั้น ทำให้ขาดทุน
ที่ผมสนใจคือต้นทุนขายที่บานตะไทขึ้นมาจาก 593 เป็น 685 หรือ 90ล้าน
( Gross Profit Margin ลดลงจาก 38.6% เหลือ 29.5% )
ตรงนี้ ในการชี้แจงผลการดำเนินงานเค้าบอกว่าเกี่ยวกับการทำโปรโมชัน บวกกับ
มีสัดส่วนรายได้จากการขายสินค้ากล่มเครื่องประดับทองเพิ่มขึนครับ
ที่ราคาก้นเหวของวันนั้น ขณะที่ทุกคนเทขาย ผมกล้าถัว(นิดๆ) ที่ 8.2 ครับ
เพราะผมพอทราบว่าทำไมราคาลงหนักนัก และคิดเอาเองว่าคงเพราะ panic sell
แต่กิจการยังดำเนินไปได้ดี แค่บันทึกการขาดทุนจากค่าเงินที่มากขึ้น และมีต้นทุนขายเพิ่มขึ้นเยอะหน่อย
แถมมีเหตุผลของต้นทุนที่เยอะขึ้นด้วย
แต่สำหรับผมถือว่าไม่เลวร้ายครับ ในราคานี้ผมยังอยากได้หุ้นเพิ่ม
วันต่อมาก็ยังลงต่อครับ ไปก้นเหวที่ 7.85 ผมตั้งถัวอีก(มากขึ้นหน่อย)ที่ 7.9 แต่เสียดายไม่ได้หุ้นครับ
สรุปรวมตอนนี้ทุนของผมอยู่ 9.02 แต่ราคาตลาดอยู่ที่ 8.55 (23/5/2013)
อาจยังลบเยอะอยู่ครับ เพราะวันนั้นตลาดแดงเทือก
ตอนนี้ ผมเห็นความสำคัญของการศึกษางบและอ่านคำชี้แจงต่างๆมากขึ้นแล้วครับ
ถ้าผมไม่ได้ความรู้ตรงนี้คงไม่กล้าถัว แถมอาจกลัวจนขายทิ้งด้วยซ้ำ...
หลังจากดู ratio ต่างๆแล้วว่ามันก็ไม่เลว(ก่อนงบออกนะครับ)
งบการเงินก็ดูดีใช้ได้ ที่สำคัญปันผลล่อใจ
งบการเงินก็ดูดีใช้ได้ ที่สำคัญปันผลล่อใจ
อีกทั้งทำ scuttlebutt อย่างหย้าบหยาบมาแล้วด้วย
คือถามเพื่อนๆ ผญ. และแฟน แม่ ว่าเคยรู้จักร้าน พรีมา โกว มั้ย
เค้าก็ว่ารู้จักกัน มีแบรนด์ แถม PRANDA เองยังมีธุรกิจแบรนด์อื่นๆในต่างประเทศอีกครับ
เรียกว่าทั้งทำเอง ขายเอง กันเลยทีเดียว
และถ้าจำกันได้ช่วงนั้น มีเหตุการณ์ที่ราคาทองดิ่งลงเหวอย่างไม่คาดฝัน
ซึ่งจริงๆผมคิดว่าจะเป็นผลดีมากๆกับ PRANDA นะครับ
เพราะวัตถุดิบหลักอย่างนึงถูกลง แต่ไม่รู้ว่าราคาขายต้องขยับลงด้วยมั้ย
(ซึ่งผมเดาเอาเองว่า ต่อให้ลง ก็คงไม่ขยับลงเยอะเท่าราคาทองที่ลง)
(ซึ่งผมเดาเอาเองว่า ต่อให้ลง ก็คงไม่ขยับลงเยอะเท่าราคาทองที่ลง)
ราคาหุ้นรายวันจากที่ซื้อก็ไม่ค่อยขยับมากนักครับ
unrealize เป็นบวกบ้างนิดๆหน่อยๆครับ
และแล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในวันที่ 15/5/56 ครับ
หรือที่หลายๆท่านทราบ มันคือ 45วัน หลังจบ Q1 หรือคือวันสุดท้ายของการประกาศงบนั่นเอง !!!
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หุ้น PRANDA เหมือนถูกทุบทิ้งกันตั้งแต่ ATO หรืออย่างไรไม่ทราบได้ครับ
เปิดตลาดตอน 10โมงปุ๊บ ลงฮวบ 15% ผมอึ้งครับ เพราะเมื่อคืนนั่งดูอยู่ว่ายังไม่มีงบของ PRANDA
ไม่รอช้าฮ่ะ รีบไปหามาดูว่างบออกรึยัง ปรากฎว่าออกแล้วจริงๆครับ
เอามาอ่านดูได้ความดังนี้
แต่ผมไม่ได้ดูแค่บทสรุปของ EPS นะฮะ
เราไปต่อกันที่รายละเอียดกันซักหน่อย
ผมอ่านได้ความว่า
ยอดขายยังโอเค ปีนี้ เพิ่มจาก 966 เป็น 971
แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มมา 160m เป็นต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 100 และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 60
ซึ่งตรงนี้แหละครับ ที่ข่าวเค้าเอาไปเล่น ทุกข่าวพูดถึงการแข็งค่าของเงินบาทอย่างหนัก
ซึ่งทำให้เกิดการขาดทุนตรงนี้ จากปีก่อนกำไร 11 ปีนี้ขาดทุนถึง 62
ถ้าคิดแบบไปกลับเลยคือเงินหายไปถึง 73m นะครับ
แต่ผมไม่สนใจเท่าไหร่ เพราะตรงนี้มันเป็นเงินที่ยังไม่ได้ขาดทุนจริงๆนะครับ
เป็นการเอาตัวเลขของบริษัทในต่างประเทศมาแปลงเป็นเงินไทย ณ ตอนนั้น ทำให้ขาดทุน
ที่ผมสนใจคือต้นทุนขายที่บานตะไทขึ้นมาจาก 593 เป็น 685 หรือ 90ล้าน
( Gross Profit Margin ลดลงจาก 38.6% เหลือ 29.5% )
ตรงนี้ ในการชี้แจงผลการดำเนินงานเค้าบอกว่าเกี่ยวกับการทำโปรโมชัน บวกกับ
มีสัดส่วนรายได้จากการขายสินค้ากล่มเครื่องประดับทองเพิ่มขึนครับ
ที่ราคาก้นเหวของวันนั้น ขณะที่ทุกคนเทขาย ผมกล้าถัว(นิดๆ) ที่ 8.2 ครับ
เพราะผมพอทราบว่าทำไมราคาลงหนักนัก และคิดเอาเองว่าคงเพราะ panic sell
แต่กิจการยังดำเนินไปได้ดี แค่บันทึกการขาดทุนจากค่าเงินที่มากขึ้น และมีต้นทุนขายเพิ่มขึ้นเยอะหน่อย
แถมมีเหตุผลของต้นทุนที่เยอะขึ้นด้วย
แต่สำหรับผมถือว่าไม่เลวร้ายครับ ในราคานี้ผมยังอยากได้หุ้นเพิ่ม
วันต่อมาก็ยังลงต่อครับ ไปก้นเหวที่ 7.85 ผมตั้งถัวอีก(มากขึ้นหน่อย)ที่ 7.9 แต่เสียดายไม่ได้หุ้นครับ
สรุปรวมตอนนี้ทุนของผมอยู่ 9.02 แต่ราคาตลาดอยู่ที่ 8.55 (23/5/2013)
อาจยังลบเยอะอยู่ครับ เพราะวันนั้นตลาดแดงเทือก
ตอนนี้ ผมเห็นความสำคัญของการศึกษางบและอ่านคำชี้แจงต่างๆมากขึ้นแล้วครับ
ถ้าผมไม่ได้ความรู้ตรงนี้คงไม่กล้าถัว แถมอาจกลัวจนขายทิ้งด้วยซ้ำ...
วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ขาย BANPU ขาดทุนและเรียนรู้ซะหน่อย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมขายหุ้นน้องปูจ๋าไปที่ราคาราวๆ 324-325 ครับ
นี่นับว่าสมควรคาระวะเลยนะครับ เพราะผมขายที่ประมาณ all time LOW !!!
ฮ่าๆๆ ฮาาา ฮือออออ T__T
จากต้นทุนของผมประมาณ 410 รวมแล้วขาดทุน 1710 บาท
เพราะเงินต้นของผมไม่มาก เลยดูแล้วขาดทุนเล็กๆน้อยๆ
แต่จริงๆแล้วขาดทุนระดับ 20% เลยนะครับ
ถ้ารวมทั้งพอร์ตก็นับว่า ลบประมาณ 1.8% และค่าเสียโอกาสที่ถือมาราวๆ9เดือน(มั้ง)
ก็คิดซะว่าเป็นค่าครูไปว่าการเล่น commodity นั้นยาก ถ้าเราไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง
[ช่วงความรู้]
เอาละครับ งั้นเรามาดูความหมายของ commodity กันดีกว่าครับ
* ที่มา http://www.stock2morrow.com/entry.php?b=135
สินค้าคอมโมดิตี้ (commodity product) เป็นลักษณะของสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ไม่มีความแตกต่างของสินค้า เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคจากธรรมชาติอย่างผักผลไม้ทั่วๆ ไป พริกไทย น้ำตาล น้ำปลา เกลือ น้ำดื่ม น้ำมันรถยนต์ ปูน ฯลฯ ตามหลักการทางทฤษฎีเราสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
1.กลุ่มโลหะและอัญมณี เช่น ทองคำ เพชร พลอย เหล็ก เงิน ทองแดง อลูมิเนียม นิกเกิล ฯลฯ
ไฟล์แนบ 64671
2. กลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล เนื้อสัตว์ ฯลฯ
ไฟล์แนบ 64672
3. กลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมต่างๆ
ไฟล์แนบ 64673
ขอเสริมหน่อยว่าราคากลุ่มนี้เป็นไปตาม demand supply
ไม่มีเบรนด์ ไม่มีคนกำหนดราคาได้ เว้นแต่จะผูกขาดจริงๆๆๆๆ ซึ่งยากมากกกก
ที่นี้ก็มาถึงเหตุผลว่าทำไมผมถึงตัดสินใจขายหุ้นน้องปูจ๋าไป
ถ้าเขียนอย่างหน้าไม่อายเลยคือ ผมยังยึดติดกับราคารายวันครับ
ผมเห็นราคา banpu ตกลงทุกวันๆๆ ก็หาเหตุผลมาขายมันทิ้งครับ คือ..
ดูราคา coal ก็ไม่ไปไหนครับ
ยืนอยู่ที่เดิมๆ 80-85 ดอลล่าต่อตันมาราวๆ2ไตรมาสแล้ว
(ตรงนี้ข้อมูลอาจผิดพลาดได้นะครับ เพราะผมดูเอาเอง)
ทั้งๆที่ผมคิดอยู่ว่าราคามันคงไม่ลงไปกว่านี้หรอกมั้ง
เพราะผมได้อ่านข่าวมาว่า เหมืองแถบอินโดต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 80$ ต่อตัน
ดังนั้น ถ้าถ่านหินลงกว่านี้ เหมืองแถบนั้นต้องปิด demand ต้องลดลง
แต่ก็คิดไปๆมาๆอีกว่า ต่อให้เหมืองปิด ความต้องการถ่านหินก็อาจไม่เพิ่มขึ้น
เนื่องจากยังมีถ่านหินส่วนเกินอยู่ในตลาด และผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่คือจีน
ผมก็ยังไม่เห็นข่าวว่าจะเจริญเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้นก็ไม่น่ามี demand เพิ่ม
ดู RSI ก็เหยียบ 20 ครับ จริงๆไม่น่าจะขาย แต่อารมณ์ก็ยังบอกว่าตัดใจขายๆทิ้งไปเถอะ !!
แต่ครับ แต่... ราคาบ้านปู เด้งจาก 323 ไปเป็น 330 ครับ (ขึ้นประมาณช่วงงบ Q1 ออกครับ)
ผมก็งงครับ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงรึเปล่า ราคาหุ้นถึงขึ้นได้
หรือเพราะงบไม่ห่วยเท่าความคาดหมาย บลาๆ ผมก็คิดมั่วๆไปเรื่อย
แน่นอนว่าผมยังอ่อนหัดมากกกกกก
เพราะยังดูราคาหุ้น และยังโดนราคาหุ้นหลอก
ผมตระหนักได้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะ เราไม่รู้พื้นฐานของบริษัทจริงๆ
ถ้าครั้งหน้าจะเข้าหุ้นตัวไหน ต้องศึกษากว่านี้ให้มากๆๆๆ ครับ
** เตือนตัวเอง
ตอนซื้อตั้งใจถือยาววว บริษัทคงโอเคแหละ
ถ่านหินมันจะลงได้แค่ 80$ แหละมั้ง พ้น Q1 หรือ Q2 2013 ก็โอเคแล้ว
ไม่เป็นไรหรอก บริษัทใหญ่ ไม่เจ๊ง เดี๋ยว coal ขึ้น ปูจ๋าก็ขึ้น...
สุดท้ายทนไม่ไหว ขายทิ้ง ทั้งๆที่ถือไม่ทันถึงปี
และมีคำว่า คง มั้ง คิดว่า เต็มไปหมด ถ้าจะซื้อต้องศึกษาให้มากกว่านี้นะเออ !!
ผมขายหุ้นน้องปูจ๋าไปที่ราคาราวๆ 324-325 ครับ
นี่นับว่าสมควรคาระวะเลยนะครับ เพราะผมขายที่ประมาณ all time LOW !!!
ฮ่าๆๆ ฮาาา ฮือออออ T__T
จากต้นทุนของผมประมาณ 410 รวมแล้วขาดทุน 1710 บาท
เพราะเงินต้นของผมไม่มาก เลยดูแล้วขาดทุนเล็กๆน้อยๆ
แต่จริงๆแล้วขาดทุนระดับ 20% เลยนะครับ
ถ้ารวมทั้งพอร์ตก็นับว่า ลบประมาณ 1.8% และค่าเสียโอกาสที่ถือมาราวๆ9เดือน(มั้ง)
ก็คิดซะว่าเป็นค่าครูไปว่าการเล่น commodity นั้นยาก ถ้าเราไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง
[ช่วงความรู้]
เอาละครับ งั้นเรามาดูความหมายของ commodity กันดีกว่าครับ
* ที่มา http://www.stock2morrow.com/entry.php?b=135
สินค้าคอมโมดิตี้ (commodity product) เป็นลักษณะของสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ไม่มีความแตกต่างของสินค้า เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคจากธรรมชาติอย่างผักผลไม้ทั่วๆ ไป พริกไทย น้ำตาล น้ำปลา เกลือ น้ำดื่ม น้ำมันรถยนต์ ปูน ฯลฯ ตามหลักการทางทฤษฎีเราสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
1.กลุ่มโลหะและอัญมณี เช่น ทองคำ เพชร พลอย เหล็ก เงิน ทองแดง อลูมิเนียม นิกเกิล ฯลฯ
ไฟล์แนบ 64671
2. กลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล เนื้อสัตว์ ฯลฯ
ไฟล์แนบ 64672
3. กลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมต่างๆ
ไฟล์แนบ 64673
ขอเสริมหน่อยว่าราคากลุ่มนี้เป็นไปตาม demand supply
ไม่มีเบรนด์ ไม่มีคนกำหนดราคาได้ เว้นแต่จะผูกขาดจริงๆๆๆๆ ซึ่งยากมากกกก
ที่นี้ก็มาถึงเหตุผลว่าทำไมผมถึงตัดสินใจขายหุ้นน้องปูจ๋าไป
ถ้าเขียนอย่างหน้าไม่อายเลยคือ ผมยังยึดติดกับราคารายวันครับ
ผมเห็นราคา banpu ตกลงทุกวันๆๆ ก็หาเหตุผลมาขายมันทิ้งครับ คือ..
ดูราคา coal ก็ไม่ไปไหนครับ
ยืนอยู่ที่เดิมๆ 80-85 ดอลล่าต่อตันมาราวๆ2ไตรมาสแล้ว
(ตรงนี้ข้อมูลอาจผิดพลาดได้นะครับ เพราะผมดูเอาเอง)
ทั้งๆที่ผมคิดอยู่ว่าราคามันคงไม่ลงไปกว่านี้หรอกมั้ง
เพราะผมได้อ่านข่าวมาว่า เหมืองแถบอินโดต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 80$ ต่อตัน
ดังนั้น ถ้าถ่านหินลงกว่านี้ เหมืองแถบนั้นต้องปิด demand ต้องลดลง
แต่ก็คิดไปๆมาๆอีกว่า ต่อให้เหมืองปิด ความต้องการถ่านหินก็อาจไม่เพิ่มขึ้น
เนื่องจากยังมีถ่านหินส่วนเกินอยู่ในตลาด และผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่คือจีน
ผมก็ยังไม่เห็นข่าวว่าจะเจริญเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้นก็ไม่น่ามี demand เพิ่ม
ดู RSI ก็เหยียบ 20 ครับ จริงๆไม่น่าจะขาย แต่อารมณ์ก็ยังบอกว่าตัดใจขายๆทิ้งไปเถอะ !!
แต่ครับ แต่... ราคาบ้านปู เด้งจาก 323 ไปเป็น 330 ครับ (ขึ้นประมาณช่วงงบ Q1 ออกครับ)
ผมก็งงครับ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงรึเปล่า ราคาหุ้นถึงขึ้นได้
หรือเพราะงบไม่ห่วยเท่าความคาดหมาย บลาๆ ผมก็คิดมั่วๆไปเรื่อย
แน่นอนว่าผมยังอ่อนหัดมากกกกกก
เพราะยังดูราคาหุ้น และยังโดนราคาหุ้นหลอก
ผมตระหนักได้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะ เราไม่รู้พื้นฐานของบริษัทจริงๆ
ถ้าครั้งหน้าจะเข้าหุ้นตัวไหน ต้องศึกษากว่านี้ให้มากๆๆๆ ครับ
** เตือนตัวเอง
ตอนซื้อตั้งใจถือยาววว บริษัทคงโอเคแหละ
ถ่านหินมันจะลงได้แค่ 80$ แหละมั้ง พ้น Q1 หรือ Q2 2013 ก็โอเคแล้ว
ไม่เป็นไรหรอก บริษัทใหญ่ ไม่เจ๊ง เดี๋ยว coal ขึ้น ปูจ๋าก็ขึ้น...
สุดท้ายทนไม่ไหว ขายทิ้ง ทั้งๆที่ถือไม่ทันถึงปี
และมีคำว่า คง มั้ง คิดว่า เต็มไปหมด ถ้าจะซื้อต้องศึกษาให้มากกว่านี้นะเออ !!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





